SEO คืออะไร ? ย่อมาจากอะไร ขั้นตอนทำให้ติดหน้าแรก Google ด้วยตัวเอง

Uncategorized 0 Comments
SEO คืออะไร
SEO คืออะไร

SEO คืออะไร ? ย่อมาจากอะไร ขั้นตอนทำให้ติดหน้าแรก Google ด้วยตัวเอง ทำไปทำไม? ทำไมต้อง SEO? แล้ว SEO ที่ดีทำยังไง?

SEO คืออะไร?

“SEO” หรือ “ Search Engine Optimization ” คือการทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณติดอันดับหน้าแรกๆ หรือหน้าที่หนึ่งบนหน้าผลการค้นหา (Search Result Page) เมื่อมีคนเสิร์ช Google ด้วยคีย์เวิร์ดหรือคำที่คุณต้องการ เช่น การเสิร์ชคำว่า ‘SEO Services’ จนทำให้คุณได้มาเจอกับเรา ซึ่งการทำ SEO นั้นก็จะประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ ตั้งแต่การออกแบบปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมสำหรับการทำ SEO การใช้บทความที่มีคุณภาพมาช่วย การเพิ่ม Backlink ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ และอื่นๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ในระยะยาวได้นั่นเอง โดยหลายๆ องค์การก็เลือกใช้บริการจาก SEO Services มาช่วยในเรื่องนี้ รับทำ seo

 

Search Engine Algorithm คือ?

เมื่อรู้จักการทำ SEO ไปแบบคร่าวๆ แล้ว ทีนี่เรามาทำความรู้จักกับ “Algorithm (อัลกอริทึม)” กันบ้าง ซึ่งมันก็คือระบบการจัดอันดับการแสดงผลใน Search Result Page (หน้าแสดงผลการค้นหา) ว่าจะให้เว็บไซต์ไหนอยู่หน้าที่เท่าไรในคีย์เวิร์ดไหนนั่นเอง โดย Algorithm จะทำการให้คะแนนเว็บไซต์ต่างๆ และจะมีการอัปเดตอยู่เสมอๆ หากเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพดี ก็มีโอกาสสามารถขึ้นมาอยู่หน้าแรกๆ ได้ทุกเมื่อ ซึ่ง Algorithm (อัลกอริทึม) ที่ใช้ในการให้คะแนนเพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google นั้นมีอยู่มากกว่า 100 ปัจจัยเลยทีเดียว แต่วันนี้เราได้ทำการสรุปให้แบบง่ายๆ ดังนี้

  1. ประเภทของการทำ SEO

    1. On-page SEO

    On-Page SEO คือ การปรับแต่งสิ่งที่อยู่ในเว็บไซต์ของเรา รวมไปถึงการปรับแต่งเนื้อหาของเว็บไซต์ให้เกี่ยวข้องกับ Keyword ที่ต้องการทำ SEO เพื่อให้คนค้นหาได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ตรงความต้องการ ทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับ Search Engine ที่ดีขึ้น

    การปรับแต่งเว็บไซต์ประเภท On-Page มีดังนี้

    1.1 Keyword

    Keyword คือ คำค้นหาหลักๆ ที่เลือกสำหรับการทำ SEO ยกตัวอย่างเช่น เขียนบทความเรื่อง “Return on Investment (ROI) คืออะไร?” ก็อาจเลือก Keywords เป็น “ROI คือ” และเขียน Keywords นี่กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของบทความ แต่ไม่ควรเกิน 5% ของบทความทั้งหมด และควรใส่ Keyword ใน Title Tag, Meta Description และ H1 Tag  ด้วย

    1.2 Content

    Content ก็คือส่วนของเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ ต้องมีความเกี่ยวข้องกับ Keyword และควรเขียนแบ่งเป็นย่อหน้าเพื่อความเป็นระเบียบ อ่านง่าย มีการเน้นจุดที่สำคัญ เช่น ตัวหนา โดยควรเขียนให้มีความยาวอย่างต่ำ 300 คำขึ้นไป และควรมีรูปภาพประกอบพร้อมคำอธิบายรูปด้วย

    1.3 Internal Link

    Internal Link คือ การเชื่อมโยงลิงค์ภายในเว็บไซต์ เพื่อให้ Google สามารถประเมินได้ว่าเนื้อหาภายในเว็บไซต์มีความเกี่ยวข้องกัน และมีบทความหลายบทความ ไม่ใช่เพียงบทความเดียว

    1.4 Responsive Web

    Responsive Web หรือเว็บไซต์แบบ Mobile Friendly คือ เว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานในอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เนื่องจากปัจจุบันคนเปิดเว็บไซต์ผ่านสมาร์ทโฟนกันมากขึ้น ถ้าเว็บไซต์ยังไม่เป็นแบบ Responsive Web ก็จะทำให้ได้คะแนน SEO น้อย

    1.5 Page Speed

    Page Speed คือ ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ ซึ่งความเร็วที่ดีคือประมาณ 3-5 วินาที ถ้าช้ากว่านั้นก็จะทำให้ผู้เข้าเว็บไซต์ได้ประสบการณ์การใช้งาน (User Experience) ที่ไม่ดี และจะทำให้กดออกจากเว็บไซต์เร็วขึ้น เพิ่มอัตราการตีกลับ หรือ Bounce Rate ให้สูงขึ้น ซึ่งยิ่งสูงก็ยิ่งทำให้ SEO แย่ลง

    2. Off-page SEO

    Off-page SEO คือ การใช้ปัจจัยภายนอกเว็บไซต์มาช่วยให้ SEO ดีขึ้น โดยการโยงลิงค์จากเว็บไซต์อื่นมาที่เว็บไซต์ของเรา หรือที่เรียกว่าการทำ Backlink นั่นเอง ช่วยเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อของเว็บไซต์ และช่วยเพิ่มยอด Traffic หรือจำนวนผู้เข้าชม ทำให้ได้ SEO คะแนนดีขึ้นและทำให้อันดับของเว็บไซต์ดีขึ้น

    Backlink เป็นเหมือนการโหวตว่าเว็บไซต์ที่ได้รับ Backlink มากๆ เป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพดี คนจึงทำลิงค์เชื่อมโยงเพื่ออ้างอิงข้อมูลกันจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม Backlink จำนวนมากเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอต่อการเพิ่มคะแนน SEO เพราะ Backlink ควรเป็นเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ มีเนื้อหาที่มีคุณภาพ และเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ที่โยงลิงค์ไปด้วย

การทำ SEO ดีอย่างไร?

1. เว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

เว็บไซต์ที่มีการทำ SEO ที่ดี จะทำให้ติดอันดับแรกๆ บนหน้าผลลัพธ์การค้นหาของ Search Engine ซึ่งจะทำให้ดูน่าเชื่อถือมากกว่าคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เพราะการจะติดอันดับแรกได้ ต้องใช้เวลานานพอสมควร และหน้าเว็บต้องมีโครงสร้างเว็บไซต์รวมถึงเนื้อหาที่มีคุณภาพด้วย

2. เป็นการโฆษณา 24 ชั่วโมง

ผลลัพธ์บน Search Engine จะปรากฏอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้ไม่ว่าคนจะค้นชหาข้อมูลเวลาไหนก็สามารถพบเว็บไซต์ของเราได้ ซึ่งถ้าเป็นการลงโฆษณากับ Google Ads เมื่องบประมาณต่อวันหมด โฆษณาก็จะหยุดทันที

3. เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

เมื่อลูกค้าสนใจสินค้าหรือบริการสักอย่างและหาข้อมูลบน Search Engine ก็จะพบเว็บไซต์ของเราอยู่เป็นอันดับแรกๆ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการค้นหา ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ไม่ต้องโฆษณาอย่างไร้จุดหมายอีกต่อไป

4. เพิ่มฐานลูกค้า

ช่วยทำให้ลูกค้ารู้จัก และจดจำแบรนด์ได้มากขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อในภายภาคหน้า นอกจากนี้เรายังสามารถทำ SEO กับ Keyword อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้โดยการทำบทความที่มีประโยชน์ เมื่อคนเจอบทความในเว็บไซต์ของเรา ก็มีโอกาสที่จะสนใจซื้อสินค้าในเว็บไซต์ของเราได้

5. ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

การใช้บริการทำ SEO ผ่านผู้ให้บริการต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีการการันตีอันดับ ถึงแม้ว่าจะต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก และใช้เวลานานกว่าเว็บไซต์จะติดอันดับแรกๆ ของการค้นหา แต่เมื่อเฉลี่ยแล้วก็จะตกเดือนละไม่กี่พันบาท ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของ Keyword

 

ประโยชน์ของการทำ SEO

  1. เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ เพราะยิ่งเว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดี อยู่หน้าแรกๆ ก็ย่อมมีโอกาสที่ผู้คนจะคลิกเข้ามาเยี่ยมชมมากกว่าเว็บไซต์ที่อยู่หน้าหลังๆ นั่นเอง
  2. เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการ แน่นอนว่าผู้คนที่ทำการเสิร์ชหาข้อมูลล้วนมีความต้องการอะไรบางอย่าง หาความต้องการนั้นเป็นความต้องการซื้อสินค้า หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าก็ยิ่มทำให้เว็บไซต์ที่ขึ้นหน้าแรกๆ มีโอกาสในการขายได้มากกว่านั่นเอง
  3. โปรโมทเว็บไซต์ พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือ เว็บไซต์ที่ขึ้นหน้าแรกๆ จะเป็นที่รู้จักของผู้คนได้ง่ายเพราะเห็นง่าย และเห็นบ่อย เห็นซ้ำๆ ย้ำๆ ในคีย์เวิร์ดเดิมหรือใกล้เคียง ทำให้เป็นการโปรโมทแบรนด์ไปในตัว แถมหากอยู่หน้าแรกได้เครดิตความน่าเชื่อถือของข้อมูลก็ย่อมมีมากกว่าตามความรู้สึกของผู้เสิร์ช (Searcher) อย่างแน่นอน
  4. ลดค่าใช้จ่ายค่าโฆษณา บางธุรกิจสามารถเซฟค่าโปรโมตโฆษณาลงไปได้เยอะเลยหลังจากที่ทำโฆษณาแบบออฟไลน์ มาเป็นแบบออนไลน์แทน แถมยิ่งติดหน้าหนึ่งได้ยอดขายก็มีโอกาสพุ่งขึ้นสูงแบบรั่วๆ เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย และจำนวนมาก ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า และบริการของคุณด้วย

 

สิ่งที่สำคัญอย่างแรกของการทำ SEO!!!

ก่อนเข้าถึงสิ่งแรก ผมอยากให้ทุกคนก่อนทำสิ่งใด เราควรที่จะวางแผนก่อน เพื่อให้บรรลุสิ่งที่เราต้องการได้รวดเร็วขึ้น

หากการทำ SEO เป้าหมายของเราคือการให้เข้ามาในเว็บไซต์เราจำนวนมากๆซึ่งก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อมาอีกมากมาย

ดังนั้น คำถามต่อมาคือ คนจะเข้ามาเว็บไซต์เราอย่างไรละ? คำตอบคือ ก็ค้นหาบน Google ด้วยการทำ SEO ไง

เอ๊ะ!! แล้วถามแบบนี้ได้ประโยชน์อะไร งั้นคำถามสุดท้ายของส่วนนี้คือ คนที่จะเข้ามาเว็บไซต์เรานั้น ค้นหาด้วย keyword อะไรนั้นแหละครับประเด็น เราก็จะรู้แล้วว่า ก่อนการทำ SEO นั้นเราจะวางแผนอย่างไรเพื่อให้คำที่เราคาดว่าจะเป็น keyword ที่คนต้องการค้นซึ่งตรงนี้ ซึ่งหากนึกเองนั้นก็ค่อนข้างยาก ผมขอเสนอตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพ หรือเรียกว่า

Keyword Planner เป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณรู้ว่า keyword ไหนมีการค้นหาที่สูงเหมาะที่จะทำ SEO

 

ทำไมธุรกิจออนไลน์ต้องทำ SEO ในปี 2021?

เพราะการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) กลายเป็นรูปแบบการตลาดที่ถือว่าทรงพลังที่สุดในยุคปัจจุบัน ด้วยตัวเลขผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 4.66 พันล้านคน ตามรายงานของปี 2020 จาก Statista และนักการตลาดมากถึง 61% ยังคงมองว่า SEO เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จบนโลกออนไลน์อยู่ดี

ซึ่งพอดูจากตัวเลขที่น่าทึ่งนี้แล้ว จึงทำให้มีการแข่งขันอย่างดุเดือดของเว็บไซต์ธุรกิจต่าง ๆ เพื่อที่จะก้าวขึ้นไปสู่อันดับ (Rank) ต้น ๆ บนหน้าแรกของ Search Engine เพราะว่ายิ่งติดอันดับสูงเท่าไร Traffic ที่จะเข้ามาในเว็บไซต์ของเราก็ยิ่งมีเยอะ และนำไปสู่การเพิ่มยอดขาย หรือ Conversion ได้โดยในที่สุด อีกทั้งการอยู่อันดับสูง ๆ ก็ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาวดูน่าเชื่อมากขึ้นไปอีกด้วย

ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมนักการตลาดทุกคนควรใช้ประโยชน์จากการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพราะมันเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับแบรนด์ในระยะยาว และจุดเริ่มต้นของการท่องโลกอินเทอร์เน็ตของผู้คนส่วนใหญ่ก็มักเกิดจากการใช้ Search Engine เป็นหลัก

 

 

Keyword Research คืออะไร?

Keyword Research คือ กระบวนการในการค้นหาคีย์เวิร์ดยอดนิยมของเหล่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มักจะค้นหากันใน Search Engine เช่น Google, Bing หรือ Yahoo และดูว่าแต่ละคำมีปริมาณการค้นหามากเท่าไร และเราจะสามารถขึ้นไปต่อสู้ในการทำอันดับยากหรือง่าย

แล้วมันสำคัญกับการทำ SEO ยังไง?

การทำ Keyword Research คือ พื้นฐานของการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO ให้ดีขึ้น เนื่องจาก

  • การรู้ว่าคีย์เวิร์ดของเราคืออะไร จะช่วยให้เราเข้าใจแบรนด์หรือธุรกิจของเรามากขึ้นว่าเรากำลังขายอะไรอยู่? มีบริการอะไรบ้าง? ถ้าเราอยากเริ่มต้นทำธุรกิจแต่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรดี คีย์เวิร์ดจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พบคำตอบตรงนั้นได้
  • การทำ Keyword Research สามารถบอกข้อมูลสำคัญ ๆ ได้ เช่น ธุรกิจของคุณกำลังอยู่อันดับที่เท่าไร คีย์เวิร์ดคำไหนที่ง่ายต่อการแข่งขัน รวมไปถึงบอกว่าคีย์เวิร์ดของคู่แข่งกำลังอยู่ที่อันดับที่เท่าไรด้วย
  • การทำ Keyword Research สามารถบอกคุณได้ว่าผู้คนกำลังค้นหาอะไรอยู่ ซึ่งมันอาจเป็นสิ่งที่คุณคิดไม่ถึงด้วยซ้ำ แต่ถ้าเรารู้ทันก็จะได้นำมาปรับปรุงการทำธุรกิจให้ดีขึ้นก้าวนำหน้าคู่แข่งได้
  • Search Engine สามารถจัดเว็บไซต์ให้เราได้ ก็ต่อเมื่อมันรู้ว่าธุรกิจของเราคืออะไร การเขียนคีย์เวิร์ดคำนั้น ๆ บนหน้าเพจต่าง ๆ ของเว็บไซต์จะช่วยให้ Google สามารถจัดอันดับได้จากคีย์เวิร์ดที่เราใช้ รวมไปถึงสามารถเพิ่ม Traffic ให้เว็บไซต์ได้อีกด้วย

โดยการตามเทรนด์หรือก้าวให้ทันคีย์เวิร์ดที่อาจมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปในแต่ละปี ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาบนหน้า Search Engine ได้ดีขึ้นอยู่เสมอ เพื่อดูว่าคนในยุคนี้ต้องการอะไร เทรนด์ไหน หรือคีย์เวิร์ดไหนที่ไม่ได้รับความนิยมไปแล้ว จะได้นำไปอัปเดตและปรับปรุงคอนเทนต์และเว็บไซต์ธุรกิจของเราให้ดีกว่าเดิม และตรงกับคำตอบที่ลูกค้ากำลังตามหามากที่สุด

 

เครื่องมือที่แนะนำในการทำ Keyword Research

สำหรับเครื่องมือที่เราจะมาแนะนำให้คุณได้รู้จักกันในบทความนี้ บางคนก็อาจจะคุ้นเคยกันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับมือใหม่สาย SEO ที่ยังไม่รู้จักเครื่องมือในการทำ Keyword Research เราจะพาคุณไปทำความรู้จักพร้อม ๆ กันเลย

Google Trends

หนึ่งในเครื่องมือดี ๆ จาก Google บริษัท Search Engine ยักษ์ใหญ่ที่ครองแชมป์คนใช้มากที่สุดในโลก ที่สามารถช่วยวิเคราะห์แนวโน้มการค้นหาคีย์เวิร์ดจากเทรนด์ที่กำลังยอดนิยมต่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งผ่าน Google Search มาให้เราได้ดูกัน อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือและสามารถดูข้อมูลเจาะลึกได้ตามประเทศหรือภูมิภาค รวมถึงลงลึกไปถึงอุปกรณ์ที่ใช้ค้นหาคีย์เวิร์ดนั้น ๆ ด้วย

นอกจากนี้ เรายังสามารถนำคีย์เวิร์ดมาเปรียบเทียบกัน เพื่อดูว่าคำไหนมียอดค้นหามากกว่ากัน เช่น ถ้าเราอยากขายขนม แต่เราไม่รู้ว่าขนมประเภทไหนมีความต้องการมากกว่ากัน ระหว่าง “บราวนี่” หรือ “คุกกี้” เราก็สามารถใช้ Google Trends เปรียบเทียบดูได้ว่า คนมีแนวโน้มในการค้นหาอะไรมากกว่ากัน เพื่อที่จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเพื่อขายสินค้าได้

จากผลลัพธ์ที่ออกมา เราก็จะรู้ว่าในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จำนวนการค้นหาทั้ง 2 อย่าง มีคนค้นหาสูสีกันมากในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 แต่โดยรวมแล้วมีจำนวนคนค้นหาคำว่า “คุกกี้” มากกว่า “บราวนี่” เสียอีก (อย่าลืมเปลี่ยนประเทศที่ต้องการดูแบบเจาะจงในช่องสีเขียวด้วยนะคะ) ซึ่งเราก็จะรู้คำตอบแล้วว่า คนที่ค้นหาคุกกี้มีจำนวนมากกว่านั่นเองทดลองใช้งาน Google Trends ได้เลย

 

Ubersuggest

Ubersuggest เป็นเครื่องมือที่พัฒนาโดย Neil Patel ผู้เชี่ยวชาญการทำ SEO ระดับโลก ซึ่งช่วยให้เราวิเคราะห์คีย์เวิร์ด, คอนเทนต์ หรือเว็บไซต์ของคู่แข่ง เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ มาวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อช่วยทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับและทำ SEO ให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

โดยข้อมูลที่ Ubersuggest จะแสดงให้เรารู้ก็จะมีทั้ง Search Volume, Cost Per Click (CPC), Paid Difficulty (PD) และ SEO Difficulty (SD) เป็นต้น และที่สำคัญยังรองรับภาษาไทยอีกด้วย

ทดลองใช้งาน Ubersuggest ได้เลย

 

SEMRush

อีกหนึ่งเครื่องมือที่มีคนเคลมว่าเป็นเครื่องมือในการทำ Keyword Research ดีที่สุดในตลาด เพราะให้ข้อมูลละเอียด เข้าใจง่าย ทั้งค่า Search Volume, Cost Per Click, Trend, หน้า SERP และหา Long- Tailed Keyword ได้ และมี Sensor ตรวจดู Google Ranking ว่ามีความผันผวนไหม เพื่อที่ว่าเมื่อมี Google Update มาเราจะได้รับมือทัน

ทดลองใช้งาน SEMRush ได้เลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *